วงการเพลงมาแรง “K-POP” แนวเพลงที่ไปไกลระดับโลก

K-Pop

ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความบันเทิงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ ถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามีความรู้สึกคล้อยตามทำนองและเนื้อเพลงได้อย่างมากเลยล่ะค่ะ เช่น ถ้าคุณได้ฟังเพลงเศร้าแล้วได้รับรู้ถึงเนื้อเพลงที่มีความเศร้า เสียใจ ในขณะที่คุณก็กำลังเสียใจ มันก็จะยิ่งทำให้อารมณ์เศร้าที่มีอยู่นั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับกัน หากคุณฟังเพลงที่จังหวะสนุกสนาน ก็จะทำให้ความเศร้าหายไปนั่นเอง

ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นมาได้ จึงทำให้บนโลกนี้มีเพลงหลากหลายแนวนั่นเองค่ะ เช่น เพลงร็อก ป๊อบ บัลลาด  แจ๊ส เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในประเภทหลักนี้ ก็ยังมีประเภทย่อย ๆ อย่างอื่นอีกมากมายเลยล่ะค่ะ หนึ่งในประเภทเพลงย่อย ๆ ก็คือ  “K-POP” นั่นเอง

วงการเพลง “K-POP” หรือที่เราเรียกกันว่า เพลงเคป๊อบ หรือ เพลงเกาหลีนั้น เป็นแพลงที่มีแนวเป็นแบบตะวันตกและใช้เครื่องดนตรีแบบตะวันตก แต่ภาษาและเนื้อร้องนั้นเป็นภาษาเกาหลีค่ะ การคัดเลือกนักร้องนั้น จะมีเป็นรูปแบบศิลปินเดี่ยวและศิลปินแบบกลุ่ม ทั้งชายและหญิงเลยล่ะค่ะ

ลักษณะของเพลง  “K-POP”

– ใช้ทำนองของตะวันตก

ถึงแม้ว่าการร้องเพลงในประเทศเกาหลี จะใช้เนื้อร้องที่เป็นภาษาของตนเอง แต่ว่าการใช้ทำนองของตะวันตกนั้นเป็นการช่วยเพิ่มความสนุกสนานเร้าใจของเพลงให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เพลงนั้นดูมีความทันสมัยอีกด้วยล่ะค่ะ ในปัจจุบันนี้ใช้ทำนองตะวันตกกันทั้งศิลปินเดี่ยวและกลุ่มเลยค่ะ

– มีการนำแรปเข้ามาผสมผสานภายในเพลง

การแรปในเพลงนั้นถือเป็นรูปแบบของการทำเพลงที่นิยมกันในศิลปินกลุ่มทั้งชายและหญิงเลยล่ะค่ะ ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เพลงดูมีความตื่นเต้น เร้าใจนั่นเองค่ะ ซึ่งศิลปินในวงที่เรียกกันว่า Boy Band และ Girl Group นั้น ก็จะต้องมีตำแหน่งคนที่แรปในเพลง ที่เรียกว่า แรปเปอร์ (Rapper) นั่นเองค่ะ รับรองว่าหากคุณได้ลองฟังแรป คุณต้องอยากลุกขึ้นมาเต้นแน่นอนค่ะ

– แฟนคลับมีการพูดคำเชียร์ หรือ อังกอร์ ในแต่ละช่วงของเพลง

            แน่นอนว่ามีศิลปินก็ต้องมีแฟนคลับ ซึ่งในวงการเพลงเกาหลีนั้น เราจะตั้งชื่อแฟนคลับให้สอดล้องกับชื่อของวงนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ เมื่อศิลปินมีงานแสดงหรือขึ้นเวที แฟนคลับก็ต้องไปชมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักร้องที่ชื่นชอบและมีการพูดคำเชียร์ หรือ อังกอร์ ในแต่ละช่วงของเพลง เรียกได้ว่าแฟนคลับสนุกได้ ไม่มีเบื่อแน่นอนค่ะ

 

This entry was posted in MUSIC.

10 ข้อเท็จจริงของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Jk rowling

เจ.เค.โรว์ลิ่ง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่เคยพบกับความยากลำบากแต่ก็สามารถต่อสู้จนประสบความสำเร็จสูงสุด เธอเลิกกับสามีหลังจากคลอดลูกได้แค่สองเดือน ต้องเลี้ยงลูกเองโดยลำพัง ต้องใช้ชีวิตโดยได้รับสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐ หลังจากแต่งนิยายเสร็จก็ต้องโดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธไปตั้ง 12 ครั้งกว่าจะได้ตีพิมพ์ และยังมีอีกหลายเรื่องของเธอที่ท่านผู้อ่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนไปชมกันเลย

1.ความทรงจำอันน่าเศร้า

เธอเปิดเผยว่ารู้สึกเศร้าเสียใจเรื่องแม่อย่างมาก แม่ของเธอป่วยเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 45 ปี ก่อนที่จะได้เห็นเธอประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียน และก็ไม่ได้เห็นเธอตอนเป็นเศรษฐีเงินล้านอีกด้วย ที่สำคัญแม่ของเธอไม่เคยรู้เลยว่าเธอแต่งนิยายเรื่อง “แฮรี่พอตเตอร์” ขึ้นมา เธอเล่าว่าแม่ของเธอเป็นนักอ่านตัวยงและจะต้องตื่นเต้นมากแน่ๆเมื่อรู้เรื่องผลงานของเธอ โดยเฉพาะถ้าแม่รู้เรื่องที่เธอประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียน แม่ต้องภูมิใจมากแน่

เธอกล่าวว่า “ฉันเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้ 6 เดือนก่อนที่แม่จะเสียชีวิต , มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดมาก , ฉันอยากให้แม่รู้เรื่องผลงานของฉันจริงๆ”

2.คำพูดสุดท้ายในนิยายแฮรี่

อ้างอิงจากนิยายเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เคยคิดจะให้คำสุดท้ายในนิยายชุด “แฮรี่พอตเตอร์” เป็นคำว่า “Scar” ซึ่งแปลว่า “แผลเป็น” แต่ในที่สุดเธอก็เปลี่ยนใจไปใช้คำว่า “All was well” ซึ่งแปลว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี”

3.ความนิยมของกีฬา “กีฬาควิดดิช”

ในปัจจุบันมีการเอากีฬาควิดดิช (Quidditch) ซึ่งผู้เล่นทุกคนต้องขี่ไม้กวาด และมีการใช้ลูกบอลสี่ลูก เอามาใช้แข่งขันกันในชีวิตจริงแถมยังมีการแข่งขันระดับพรีเมียร์ลีกแล้วด้วย ไม่ได้เป็นแค่กีฬาในนิยายเวทย์มนต์อีกต่อไป

4.นิยายเล่มที่เธอชอบที่สุด

เมื่อนักข่าวถามว่าเธอชอบนิยายที่ตัวเองแต่งเล่มไหนมากที่สุด เจ.เค.โรว์ลิ่ง  ก็ตอบว่ามีแฮรี่พ็อตเตอร์อยู่สองตอนที่เธอชอบมากเลยคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ และ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต แล้วก็ยังมีนิยายเรื่อง เก้าอี้ว่าง (The Casual Vacancy)

5.คาแรคเตอร์ของ “รูเบอัส แฮกริด”

นาย “ร็อบบี้ โคลทราน” นักแสดงชายผู้รับบท “รูเบอัส แฮกริด” ได้เคยบอกว่า เจ.เค.โรว์ลิ่ง ได้ใช้คาแรคเตอร์ของสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์  “Hell’s Angels” ที่เธอเคยเจอมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบตัวละครนี้

 

6.นิยายสำหรับผู้ใหญ่เล่มแรกของเธอ

สำหรับนิยายเรื่อง “เก้าอี้ว่าง” ถือเป็นครั้งแรกเลยที่เธอหันไปแต่งนิยายสำหรับผู้ใหญ่ นิยายเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2012 ในที่สุดก็ถูกเอาไปดัดแปลงแบ่งเนื้อเรื่องออกไปเป็นสามส่วนเพื่อใช้สร้างเป็นมินิซีรี่ย์ ซึ่งฉายทางช่อง HBO และ BBC ในปี ค.ศ.2015

7.ฮีโร่ในวรรณกรรม

ในขณะที่เธออยู่ในวัยกำลังโต เธอชอบตัวละครชื่อ “Jo March” จากนิยายเรื่องสี่ดรุณี(Little Women) ซึ่งเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งและมีความทะเยอทะยานสูงเช่นเดียวกับตัวเธอเอง แถมยังชื่อ “โจ” เหมือนกับชื่อของเธออีกด้วย

8.เธอเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษด้วยนะ

เธอเคยไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในเมือง “Porto” เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศโปรตุเกส ซึ่งเป็นเมืองที่เธอได้เริ่มแต่งโครงเรื่องของ “แฮรี่ พ็อตเตอร์” ขึ้นมาในจินตนาการของเธอทั้งหมดเจ็ดตอนเลย และยังเริ่มต้นแต่งเล่มแรกที่เมืองนี้อีกด้วย

9.ตอนที่เธออายุ 45

ในตอนที่เธอเริ่มมีอายุ 45 ซึ่งเป็นอายุเดียวกันกับตอนที่แม่เธอเสียชีวิตเธอได้ทำการบริจาคเงิน 10 ล้านยูโรให้กับมหาวิทยาลัย “University of Edinburgh” เพื่อใช้เปิดคลีนิคชื่อ  “Anne Rowling Degenerative Neurology Clinic” เพื่อเป็นเกียรติ์ให้กับแม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

10.เรื่องอื่นๆของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ที่คุณอาจไม่เคยรู้

เธอมีวันเกิดเดียวกันกับแฮรี่พ็อตเตอร์คือวันที่ 31 กรกฎาคม , นิยายเล่มแรกถูกตีพิมพ์แค่ 1,000 เล่ม แต่ในวันนี้มีการตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้ไปทั่วโลกแล้วกว่า 500 ล้านเล่ม , เธอเป็นแฟนเกม Minecraft และชอบเล่นเกมนี้กับลูกชาย , ในการแต่งงานครั้งที่สองเธอต้องปลอมตัวไปซื้อชุดแต่งงานเพราะไม่อยากให้คนจำเธอได้ , เธอไม่อ่านนิยายเรื่อง “Fifty Shades of Grey” , เธอเคยเป็นแขกรับเชิญในการ์ตูนเรื่อง “The Simpsons” ในปี ค.ศ.2003 , ในเบื้องต้นเธอได้ค่าตอบแทนจากต้นฉบับแฮรี่พ็อตเตอร์แค่เพียง 1,500 ยูโรเท่านั้น มาจนถึงวันนี้รายได้สุทธิของเธอคือ 1 พันล้านดอลลาร์!!

 

 

 

This entry was posted in ART.

มารู้จักกับวงออร์เคสตรา

ออร์เคสตรา (orchestra) หรือในภาษาไทยเรียกว่า วงดุริยางค์สากล มีมาช้านาน หากแต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามยุคสมัย มีวิวัฒนาการเริ่มขึ้นราว ค.ศ.1600 มีลักษณะที่สำคัญคือ เป็นกลุ่มของนักดนตรีสำหรับดนตรีตะวันตก ออร์เคสตรา มีความหมายถึง วงซิมโฟนี ออร์เคสตรา ได้แก่ วงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย รวมกับเครื่องลมไม้ เครื่องทองเหลือง และเครื่องกระทบโดยบรรเลงภายใต้การควบคุมของผู้อำนวยเพลง เรียว่า  วาทยกร (Conductor) เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมวงดนตรี ต้องที่ด้านหน้าวงดนตรี เพื่อกำกับจังหวะ กำกับลีลา และกำกับความดังเบาของบทเพลงที่บรรเลงอยู่ เป็นผู้เชื่อมโยงอารมณ์ และความรู้สึกของผู้ประพันธ์เพลงไปสู่ผู้ฟังเพลง

มารู้จักกับวงออร์เคสตรา

ยุคเริ่มต้นที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับวงออร์เคสตรา คือในระยะศตวรรษที่ 16 เรียกว่า ยุคบาโรค (Baroque) ค.ศ. 1600-1750 เป็นยุคแรกของวงออร์เคสตรา    มีโอเปราเกิดขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องการให้มีการบรรเลงกลมกลืนกับนักร้องจึงเริ่มมีการกำหนดเครื่องดนตรีลงในบทเพลงโดยเป็นลักษณะของวงเครื่องสายออร์เคสตรา (String Orchestra) มีผู้เล่นจำนวน 10-25 คน

ต่อมาในยุคคลาสสิก (The Classic Era) ค.ศ. 1750-1820 แบ่งเป็น คือ วงออร์เคสตราที่ประกอบด้วยเครื่องสายเพียงอย่างเดียวและวงออร์เคสตรามีเครื่องดนตรีหลายประเภท

ยุคโรแมนติก (The Romantic Era) ค.ศ. 1820-1900 พัฒนาให้มีมาตรฐาน โดยมีการเพิ่มจำนวนเครื่องดนตรีให้มากขึ้น ผู้บรรเลงประมาณ 80 คน

วงออร์เคสตราในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ  วงแชมเบอร์ออร์เคสตรา  หมายถึง วงดนตรีที่ประสมวงด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายในตระกูลไวโอลินเท่านั้น มีผู้บรรเลงจำนวน 16 – 20 คนส่วน  วงซิมโฟนีออร์เคสตรา หรือวงดุริยางค์สากล   ประกอบด้วยเครื่องดนตรีครบทุกประเภท คือ เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง เครื่องลิ้มนิ้ว และเครื่องตีกระทบ เป็นลักษณะการประสมวงที่สมบูรณ์ที่สุด  วงขนาดเล็ก (Small Orchestra) มีผู้บรรเลงประมาณ 40 – 60 คน  วงขนาดกลาง (Medium Orchestra) มีผู้บรรเลงประมาณ 60 – 80 คน  และ วงขนาดใหญ่ (Full Orchestra) มีผู้บรรเลงประมาณ 80 คนขึ้นไป

บทเพลงที่ใช้ในวงออร์เคสตรา  แบ่งเป็น บทเพลงประเภท 1) ซิมโฟนี (Symphony)  เป็นบทเพลงที่มีความไพเราะ สง่างามและแสดงออกถึงอารมณ์ ผู้ประพันธ์ที่สำคัญ เช่น ชูเบิร์ต ชูมานน์    2) คอนแชร์โต (Concerto)  เป็นบทเพลงสำหรับเครื่องดนตรีเดี่ยวเพื่อแสดงฝีมือของผู้บรรเลงร่วมบรรเลงกับวงออร์เคสตรา  3) บทเพลงสำหรับอุปรากร หรือโอเปรา (Opera)  แบ่งได้ โอเปรา ซีเรีย (Opera Seria) เรื่องราว เกี่ยวกับชนชั้นสูง เนื้อหาเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม ความรัก และโอเปรา ชวนหัว (Comic Opera, Opera buffa)   และ 4) ดนตรีบัลเลต์จัดเป็นดนตรีที่บรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้าที่มีความไพเราะสามารถฟังได้โดยไม่ต้องมีการแสดงประกอบแต่ประการใด

หากคุณอยากรับฟังวงออร์เคสตราในประเทศไทยสามารถไปรับฟังการแสดงของ  วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ หรือ Bangkok Symphony Orchestra  (BSO) รวมทั้ง วง Thai Youth Orchestra (TYO) วงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และวง Princess Galyani Vadhana Youth Orchestra (PYO)  ได้

This entry was posted in MUSIC.

ตัดสินใจสอบ IELTS แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

      การทดสอบระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษด้วยข้อสอบระดับสากลที่มีมาตรฐานสูงอย่าง  IELTS แน่นอนนอกจากจะนำไปใช้เพื่อการสมัครงาน หรือ สมัครเข้าศึกษาในสถาบันชั้นนำ ผลสอบยังจะบอกให้คุณทราบว่าคุณมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในแต่ละทักษะระดับใด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง

นอกจากที่กล่าวมา การสอบ IELTS ยังส่งผลดีต่อคุณในอีกหลายประการ ผลสำรวจจาก British Council ยังพบว่าผู้ที่ทำการเตรียมตัวและเข้าสอบ IELTS ได้รับผลลัพธ์ที่ดี หลายประการ โดยพบว่า  ผู้สอบ 52% กล่าวว่า IELTS ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมเชิงวิชาการที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การฟังบรรยายและการเขียนรายงาน  ในขณะที่ 63% กล่าวว่า การเตรียมสอบ IELTS ช่วยให้การเรียนรู้ในชั้นเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ในส่วนผู้สอบ 60% กล่าวว่า คะแนนสอบ IELTS ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษ มีประโยชน์ในการสมัครงานและการทำงาน  และ ผู้สอบ 63% กล่าวว่า การเตรียมสอบ IELTS ช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันด้วยภาษาอังกฤษได้ง่ายยิ่งขึ้น

ตัดสินใจสอบ IELTS แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

เนื่องจาก IELTS เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันมากกว่า 9,000 แห่ง ใน 140 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นคะแนนสอบ IELTS  จึงช่วยให้สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาในโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ได้   ไม่เพียงใช้เป็นใบเบิกทาง ผู้สอบ IELTS  ยังพบว่าตัวเองมีความพร้อมมากขึ้นในการเรียนหนังสือในหลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร  เพราะ IELTS ช่วยส่งเสริมทักษะการพูดและการเขียน รวมถึงพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการอ่านและการฟังอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ ทำให้การฟังบรรยายและการเขียนรายงานดีขึ้น ช่วยให้การเรียนรู้ในชั้นเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คะแนน  IELTS ยังสร้างโอกาสในการทำงานด้วย ช่วยให้เริ่มงานได้อย่างสดใสและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานทั้งในและต่างประเทศ ผู้สอบจำนวนมากต่างรู้สึกว่า การสอบ IELTS ช่วยให้มีความได้เปรียบในการเริ่มทำงาน เนื่องจากช่วยสร้างความมั่นใจ ช่วยให้มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้รับเงินเดือนสูงขึ้น ช่วยให้ใบสมัครงานดูมีภาษีมากขึ้น ช่วยพัฒนาทักษะในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน และช่วยในการสื่อสาร รวมทั้งช่วยให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและเอาตัวรอดได้ทำให้ผู้สอบสามารถเผชิญกับความท้าทายทางสังคมและหน้าที่การงานในต่างประเทศได้อีกด้วย

เมื่อทราบข้อดีของการสอบ IELTS แล้วก็อยากให้ท่านที่คิดว่าการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญได้ทำการเตรียมตัวและทำการทดสอบ โดยในเบื้องต้นอาจทดลองทำข้อสอบชุดที่เป็นการจำลองการสอบจริงก่อนเมื่อมีความมั่นใจมากขึ้นจึงสมัครสอบ และหากสอบแล้วในครั้งแรกคะแนนไม่ดีก็จงอย่าท้อใจเพราะคุณสามารถเตรียมตัวสอบใหม่ได้เสมอ และการเตรียมตัวเพื่อให้สอบได้คะแนนตามที่ต้องการ เป็นการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย สักวันเมื่อความตั้งใจนำคุณไปสู่ความสำเร็จคุณจะรู้สึกปลื้มใจในตัวเอง

 

วัฒนธรรมการเต้นของชาวยุโรป

ชาวยุโรป เป็นหนึ่งในชนชาติที่มีวัฒนธรรมโดดเด่นในหลายเรื่อง การเต้น เป็นหนึ่งในนั้น  การเต้น  (Dance)  เป็นหนึ่งใน ศิลปะการแสดงของตะวันตก (Western Performing Arts)  การเต้นขอชาวยุโรปมีรูปแบบที่หลากหลายและใช้ในหลายกิจกรรมที่แตกต่างกัน มีทั้งการเต้นเพื่อความสนุกสนาน การเต้นเพื่อการเข้าสังคม และการเต้นที่เป็นศิลปะชั้นสูง ล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น เราขอนำเอาการเต้นของชาวยุโรปมานำเสนอโดยได้คัดเอาการเต้นที่ได้รับความนิยมสูงมานำเสนอ

วัฒนธรรมการเต้นของชาวยุโรป

บัลเล่ต์ (Ballet) หรือระบำปลายเท้า เป็น การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ใช้การถ่วงดุลน้ำหนัก และการสร้างรูปทรงของร่างกายให้งดงาม โดยเคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรี  สามารถแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ต่างๆ เช่น อารมณ์เศร้า อารมณ์อ่อนหวาน อารมณ์รุนแรง ใช้ดนตรียังทำหน้าที่ดำเนินเรื่องแทนการใช้บทสนทนาหรือบทพากย์   เรื่องที่นิยมนำมาแสดงได้แก่ Swan Lake , เจ้าหญิงนิทรา, นัทแครกเกร์อ

การเต้นลีลาศ (Social Dance) คือการเต้นรำเข้าจังหวะของชาวตะวันตกที่นิยมเต้นเป็นคู่  เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อการเข้าสังคมชองชาวยุโรป แบ่งเป็น ประเภทบอลล์รูม (Ballroom) คือลีลาศที่ใช้จังหวะนิ่มนวล สง่างาม ลำตัวจะตั้งตรงเป็นส่วนใหญ่ การก้าวเท้า จะใช้การลากเท้าด้วยปลายเท้าไปกับพื้น ประกอบด้วย 5  จังหวะ ได้แก่ วอลทซ์, แทงโก้, สโลว์, ควิกเสตป และ ควิกวอลทซ์  และปัจจุบันยังมีการพัฒนาจนเกิดเป็น ลีลาศประเภทลาตินอเมริกัน (Latin American) เป็นการลีลาศจังหวะค่อนข้างเร็ว เน้นความคล่องแคล่ว ส่วนใหญ่จะใช้ไหล่ เอว สะโพก เข่า และข้อเท้า  มี 12 จังหวะ อาทิ รุมบ้า , บีกิน,ช่าช่าช่า, ร็อคแอนด์โรล และ แซมบ้า เป็นต้น

สำหรับการเต้นเพื่อความบันเทิง เช่น การเต้นสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์นดานซ์ (Modern Dance) บ้างเรียกว่า  “การเต้นร่วมสมัย” (Contemporary Dance) เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการต่อต้านรูปแบบการเต้นที่เคร่งครัดของบัลเล่ต์ ให้ความสำคัญกับการแสดงความรู้สึกนึกคิดของผู้แสดง โดยไม่คำนึงถึงท่าทางมาตรฐาน

อีกหนึ่งการเต้นที่น่าสนใจคือ Musical Stage Dance ที่พบได้ในละครเพลงบรอดเวย์ (Broadway) เน้นที่ความสดใส ความตระการตา ท่าเต้นจะประดิษฐ์ขึ้นงดงาม เป็นการเต้นที่มีการผสมผสานการเต้นหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โดยส่วนใหญ่จะประยุกต์เอาลักษณะการเต้นของ แจสซ์, บัลเลต์, แท็ป และแม้แต่ ระบำชนเผ่า

ปิดท้ายที่การเต้นอันไม่เป็นทางการและเป็นการเต้นเฉพาะถิ่น อย่าง การเต้นเพื่อความรื่นเริงตามเทศกาล (Recreation Dance) เน้นเต้นเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงตามเทศกาลในโอกาส  เช่น  การเต้นรำพื้นเมือง (Folk Dance) เน้นการเต้นง่ายๆ ใช้เพลงทำนองง่ายๆมีจังหวะที่ชัดเจน บางครั้งใช้การตบมือแทนการให้จังหวะ รวมทั้ง ระบำชนเผ่า (Ethnic Dance) คือการเต้นของชนเผ่าต่างๆ ในยุโรป ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือประเพณีทางสังคม

ปัจจุบันการเต้นของชาวยุโรปได้รับความสนใจทั่วโลกไม่จำกัดวงอยู่เพียงแค่ชาวยุโรปคนที่รักในการเต้นทั่วโลกสามารถศึกษาและทดลองเต้นได้หากมีใจรัก

This entry was posted in ART.